สอนวิธีจัดทำรายงานคาร์บอน สำหรับองค์กร [ฉบับเต็ม]
![สอนวิธีจัดทำรายงานคาร์บอน สำหรับองค์กร [ฉบับเต็ม]](https://blog.carbonwize.io/content/images/size/w1200/2025/11/how-to-report-an-carbon-footprint-for-organization.png)
ทุกวันนี้ ลูกค้า นักลงทุน คู่ค้าต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแล เริ่มถามคำถามเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “องค์กรของคุณปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่?” รายงานคาร์บอนองค์กรจึงไม่ใช่แค่ งานเอกสารด้านสิ่งแวดล้อม อีกต่อไป แต่กลายเป็น..
- ข้อมูลสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ
- ตัวชี้วัดความพร้อมสู่เป้าหมาย Net Zero
- ฐานข้อมูลสำคัญในการตอบโจทย์ ESG และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน
ทำความเข้าใจ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO)” ก่อนเริ่มลงมือ
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยจากกิจกรรมขององค์กรภายในช่วงเวลา 12 เดือน หรือ 1 ปีปฏิทินขององค์กร โดยแปลงทุกชนิดก๊าซเป็นหน่วยเดียวกัน คือ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)
จุดสำคัญคือ รายงานคาร์บอนองค์กรไม่ใช่แค่ “ตัวเลขรวม”
แต่เป็นฐานข้อมูลที่ใช้ต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น
- ตั้งเป้าลดการปล่อย (Target / Net Zero / SBT)
- ใช้อ้างอิงในรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) / One Report / ESG Report
- ใช้ยื่นต่อหน่วยงานรัฐ (เช่น TGO) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่ต้องการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์
- ใช้ประกอบการเจรจาทางธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือด้าน ESG ให้ลูกค้าและนักลงทุน
- เป็นฐานข้อมูลสำหรับออกแบบ กลยุทธ์ลดคาร์บอน (Decarbonization Plan) และการลงทุนด้านความยั่งยืน
ตั้งต้นให้ถูกต้อง: เข้าใจ Boundary, Scope และ Base Year ก่อนทำรายงานคาร์บอน
1) กำหนด Boundary (ขอบเขตองค์กร)
การกำหนด Organizational Boundary คือการตอบคำถามว่า
“เราจะนับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ‘ส่วนไหน’ ในองค์กรบ้าง?” เช่น
- จะนับเฉพาะสำนักงานใหญ่ หรือรวมโรงงาน สาขา คลังสินค้า บริษัทย่อย ฯลฯ
- ใช้วิธีรายงานแบบ Operational Control / Financial Control หรือ Equity Share ตามแนวทาง GHG Protocol
เพื่อกำหนดว่า Facility ไหนอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร และต้องถูกรวมในรายงานคาร์บอนองค์กร
การตั้ง Boundary ที่ชัดเจนตั้งแต่แรก จะช่วยให้:
- ไม่ตกหล่น Facility สำคัญ
- เทียบผลปีต่อปีได้อย่างโปร่งใส
- เตรียมตัวสำหรับการทวนสอบ (Verification) ได้ง่ายขึ้น
2) ทำความเข้าใจ Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
ตาม GHG Protocol การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
Scope 1 – การปล่อยทางตรง (Direct Emissions) เช่น
- น้ำมันที่รถบริษัทใช้งาน
- ก๊าซเชื้อเพลิงที่ใช้ในหม้อไอน้ำ เตาเผา เครื่องจักรที่เผาไหม้เชื้อเพลิงเอง
Scope 2 – การใช้ไฟฟ้า / พลังงานที่ซื้อมา (Energy Indirect Emissions) เช่น
- ไฟฟ้าที่องค์กรซื้อจากการไฟฟ้า
- ไอน้ำ / ความร้อนที่ซื้อจากผู้ให้บริการอื่น
Scope 3 – การปล่อยทางอ้อมใน Value Chain (Other Indirect Emissions) เช่น
- โลจิสติกส์ขาเข้า–ขาออก
- การเดินทางของพนักงาน (รถยนต์ / เครื่องบิน)
- การใช้สินค้าของลูกค้า
- การจัดการของเสีย
- ซัพพลายเชนและผู้รับเหมา (Upstream / Downstream)
💡 องค์กรจำนวนมากเริ่มจาก Scope 1+2 ก่อน แล้วค่อยขยายไปยัง Scope 3
3) กำหนด Base Year / Baseline ให้ชัด
Base Year คือ “ปีฐาน” ที่ใช้ในการเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
เช่น ตั้งเป้าลดการปล่อย 30% ภายในปี 2030 เทียบกับปีฐาน 2023
เคล็ดลับการเลือกปีฐาน
- เลือกปีที่มีข้อมูลครบและเชื่อถือได้
- หลีกเลี่ยงปีที่มีเหตุการณ์ผิดปกติ (เช่น หยุดผลิตยาวเพราะโควิด)
- บันทึกเงื่อนไขปีฐานให้ชัดเจน เพื่อให้การเปรียบเทียบในอนาคตไม่เกิดข้อโต้แย้ง และโปร่งใสต่อผู้ตรวจประเมิน / นักลงทุน
7 ขั้นตอนเริ่มต้นจัดทำ “รายงานคาร์บอนองค์กร” ชุดแรก
Step 1: ตั้งทีมดูแลและกำหนดเป้าหมายให้ชัด
- ดึงตัวแทนจากหลายฝ่าย เช่น สิ่งแวดล้อม/ESG, จัดซื้อ, การเงิน, Facility, IT, โลจิสติกส์
- กำหนดเป้าหมายชัดเจน เช่น
- ปีแรกจัดทำ CFO ครบ Scope 1+2
- ปีถัดไปขยาย Scope 3 และเตรียมการทวนสอบ (Verification)
Step 2: เลือกมาตรฐานอ้างอิงที่ใช้จัดทำรายงานคาร์บอนองค์กร
มาตรฐานที่นิยมใช้ เช่น
- GHG Protocol – กรอบหลักสำหรับบัญชีคาร์บอนองค์กรและการจำแนก Scope
- ISO 14064-1:2018 – มาตรฐานสากลสำหรับการจัดทำและรายงาน GHG Inventory ระดับองค์กร
- TGO CFO Guideline – แนวทางของ อบก. สำหรับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในประเทศไทย
การระบุ “ใช้มาตรฐานใด” ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของรายงานต่อทั้ง ลูกค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล
Step 3: ลิสต์กิจกรรมที่ทำให้เกิดการปล่อย (Activity Mapping)
ตัวอย่างกิจกรรมสำคัญที่มักอยู่ในรายงานคาร์บอนองค์กร:
- การใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน / โรงงาน
- การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถองค์กร / รถขนส่ง
- การใช้ก๊าซหรือเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำ / เตาเผา
- การจัดซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์
- การกำจัดขยะ / ของเสีย
- การเดินทางของพนักงาน (รถยนต์ / เครื่องบิน)
- กิจกรรมในซัพพลายเชนที่สำคัญ (Upstream / Downstream)
การทำ Activity Mapping ที่ครบถ้วนจะช่วยให้เห็น Hotspot คาร์บอน และจุดที่ควรลดการปล่อยในอนาคตได้ชัดเจน
Step 4: รวบรวม Activity Data อย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องใช้:
- บิลค่าไฟฟ้า (kWh)
- ใบเสร็จค่าน้ำมัน / รายงานระบบ Fleet (ลิตร หรือ บาท + EF เฉพาะ)
- ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงงาน
- น้ำหนัก/ปริมาณขยะและวิธีจัดการ
- ข้อมูลโลจิสติกส์ (ระยะทาง, น้ำหนักสินค้า, ประเภทเชื้อเพลิง)
- ข้อมูลจาก ERP / ระบบจัดซื้อ / ระบบบัญชี
ยิ่งข้อมูลเก็บเป็นระบบตั้งแต่ต้นปี รายงานคาร์บอนองค์กรยิ่งทำง่าย และลดการ “เดา” ย้อนหลัง
Step 5: เลือก Emission Factor (EF) ให้ถูกต้องและมีแหล่งอ้างอิง
Emission Factor (EF) ค่าสัมประสิทธิ์ ที่ใช้ในการแปลงหน่วยกิจกรรม (เช่น kWh ของไฟ, ลิตรของน้ำมัน) ให้กลายเป็น tCO₂e
แหล่ง EF ที่น่าเชื่อถือ เช่น
- ฐานข้อมูลของ TGO สำหรับกิจกรรมในประเทศไทย
- ฐานข้อมูล IPCC และมาตรฐานสากลอื่น ๆ สำหรับกิจกรรมเฉพาะทาง
สิ่งที่มักถูกถามในขั้นตอนทวนสอบคือ:
- EF มาจากฐานข้อมูลไหน?
- ใช้ข้อมูลจากปีไหน?
- หน่วยของ EF คืออะไร?
การบันทึกข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่แรก จะช่วยให้การทวนสอบ (Verification) ราบรื่น
Step 6: คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
สูตรพื้นฐานคือ
Emission = Activity Data × EF
ตัวอย่างง่าย ๆ:
- ใช้ไฟฟ้า 10,000 kWh
- EF ไฟฟ้า = 0.4999 kgCO₂e/kWh
ดังนั้น
การปล่อย = 10,000 × 0.4999 = 4,999 kgCO₂e = 4.99 tCO₂e
Step 7: สรุปผล ทำรายงาน และเตรียมทวนสอบ
โครงรายงานคาร์บอนองค์กรมาตรฐาน มักประกอบด้วย:
- บทนำและวัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงาน
- ขอบเขตองค์กร (Boundary) และ Scope ที่รายงาน
- มาตรฐานอ้างอิง และวิธีการจัดเก็บข้อมูล
- แหล่งที่มาของ EF และสมมติฐานสำคัญ
- ผลการประเมิน (ตาราง + กราฟ แยกตาม Scope / กิจกรรม / สถานที่)
- การวิเคราะห์ Hotspot และแนวทางลดการปล่อยในอนาคต
- ภาคผนวก / หลักฐานที่ใช้ในการคำนวณ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของผู้เริ่มต้น (และวิธีเลี่ยง)
- เก็บข้อมูลช้า ทำให้ต้องเดาข้อมูลย้อนหลัง และเพิ่มความเสี่ยงผิดพลาด
- ไม่ระบุแหล่งที่มาของ EF เวลาโดนถามที่มาจะตอบไม่ได้ ทวนสอบยาก
- ลืมกิจกรรมบางส่วนใน Scope 1 หรือ Scope 2 (เช่น หม้อไอน้ำเล็ก ๆ หรือสำนักงานสาขา)
- ใช้ Excel หลายไฟล์ กระจัดกระจาย ทำให้ควบคุมเวอร์ชั่นและตรวจสอบย้อนกลับยาก

ให้ระบบอัตโนมัติช่วย – ลดงานคำนวณมือของทีม
สำหรับผู้เริ่มต้น การทำทุกอย่างด้วยตาราง Excel และคำนวณเองอาจใช้ทรัพยากรคนจำนวนมาก และเสี่ยงต่อความผิดพลาดด้านสูตรหรือหน่วย สิ่งสำคัญคือ ต้องบันทึก ชื่อฐานข้อมูล, ปีของ EF, และหน่วย EF ไว้ในรายงาน เพื่อรองรับการทวนสอบในอนาคต
แพลตฟอร์ม Carbonwize ถูกออกแบบมาเพื่อ...
✅ ดึงและจัดเก็บ Activity Data แบบเป็นระบบ ดึงค่าน้ำ-ค่าไฟ เชื่อมกับระบบบัญชี / ERP / IoT
✅ เลือก EF ที่เหมาะสมให้ตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมฐานข้อมูลมากกว่า 50,000 รายการ
✅ คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์อัตโนมัติ Scope 1-3
✅ สร้างรายงานที่พร้อมต่อการทวนสอบ ตาม GHG Protocol, ISO 14064-1 และ TGO CFO
✅ รองรับรายงานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อใช้กับทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ
✅ เป็น ระบบบริหารจัดการคาร์บอน (Carbon Management Platform) ที่ต่อยอดสู่การตั้งเป้า Net Zero และวางแผนลดคาร์บอนในระยะยาว
ถ้าองค์กรของคุณอยากเริ่มทำรายงานคาร์บอน แต่ไม่มั่นใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Carbonwize สามารถช่วยออกแบบโครงสร้าง Boundary, Scope, และระบบเก็บข้อมูลให้ตั้งแต่วันแรก
📧 สนใจใช้งานแพลทฟอร์มคาร์บอนไวซ์: ติดต่อเรา
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
Related Articles

ระบบบัญชีคาร์บอน คืออะไร? อธิบายจบใน 5 นาที สำหรับคนทำธุรกิจ
ในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของไทย (ที่อาจจะบังคับใช้ปี 2570) ได้กำหนดให้ MRV เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ ระบบบัญชีคาร์บอน คือ ระบบมาตรฐานสำหรับการติดตามและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก โดยอาศัยหลักการ MRV (Measurement, Reporting, Verification) หรือก็คือ กระบวนการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ ซึ่งถูกใช้เป็นมาตรฐานสำคัญทั้งในระดับประเทศ ระดับโครงการ และระดับองค์กร โดยในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาต

Carbonwize ขึ้นแท่นแพลตฟอร์มคาร์บอนที่ได้รับรองจาก อบก.
นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มของเราได้ผ่านการตรวจสอบจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำหนดมาตรฐานด้านการรายงานการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ การได้รับตรารับรอง CFO Platform ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า Carbonwize สามารถช่วยให้องค์กรมั่นใจในความถูกต้องของการคำนวณคาร์บอน สอดคล้องตามมาตรฐานระดับประเทศ ให้องค์กรทุกประเภทสามารถใช้งานแพลตฟอร์มขอ

กฎหมายใหม่ “พ.ร.บ. อากาศสะอาด” จะเปลี่ยนชีวิตและธุรกิจไทยอย่างไร?
ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อ “พ.ร.บ. อากาศสะอาด” ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นี่ถือเป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับประวัติศาสตร์ที่เกิดจากแรงผลักดันของภาคประชาชน กว่า 30 องค์กร นำโดย เครือข่าย Thailand Clean Air Network (THCAN) ซึ่งร่วมผลักดันต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี สรุปสถานะล่าสุด * ร่างกฎหมายอยู่ในขั้นตอน “ผ่านวาระ 3” ที่สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 * หลังจากนั้นจะต้องส่งให้ วุฒิสภา พิจารณาภายใน 30 วัน * คาดการณ์พ.ร.บ. อาก

